วันอาทิตย์ที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2560

การพยายามเปลี่ยนแปลงการสืบสันติวงศ์จาก ราชสกุล"มหิดล" มาสู่ ราชสกุล"จักรพงษ์"

ในรายงานของนาย ทหารไทยผู้หนึ่งเสนอต่อกระทรวงการต่างประเทศ สหรัฐฯ รายงานว่า “กลุ่มรอยัลลิสต์”ในอังกฤษมีความต้องการเปลี่ยนแปลงการสืบสันตติวงศ์จากสายสมเด็จพระพันวษาอัยยิกาเจ้า หรือราชสกุลมหิดล กลับมาสู่สายของสมเด็จพระศรีสวรินทราบรมราชินี หรือราชสกุลจักรพงษ์ ด้วยการกดดันให้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดลทรงสละราชย์สมบัติ และผลักดันให้พระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์ขึ้นครองราชย์แทน( NARA, RG 59 Central Decimal file 1945-1949 Box 7250, Major Arkadej Bijayendrayodhin to Gentleman of the Foreign Relations Washington D.C., 16 September 1945 ในรายงานเชื่อว่า กลุ่มดังกล่าวขอการสนับสนุนจากอังกฤษ และโปรดดู การฟ้องร้องคดีระหว่างรัฐบาลและพระปกเกล้าฯใน สุพจน์ แจ้งเร็ว, “คดียึดพระราชทรัพย์พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าฯ,” ศิลปวัฒนธรรม 23, 8 (มิถุนายน, 2545): 63-80. )

ความร่วมมือและแตกสลายของพันธมิตรช่วงสงครามระหว่าง“กลุ่มปรีดี” และ “กลุ่มรอยัลลิสต์”

เมื่อความร่วมมือระหว่าง “กลุ่มปรีดี” และ “กลุ่มรอยัลลิสต์” ในนาม “ขบวนการเสรีไทย” บรรลุเป้าหมายในการกดดันให้รัฐบาล จอมพล ป. พิบูลสงคราม ก้าวลงจากอำนาจและต่อต้านกองทัพญี่ปุ่นสำเร็จ ต่อมา เมื่อสงครามโลกครั้งที่ 2 จบสิ้นลง การเป็นพันธมิตรระหว่างกันก็แตกสลายลงด้วยเช่นกัน 

เนื่องจากทั้งสองกลุ่มต่างมีเป้าหมายทางการเมืองที่แตกต่างกัน โดย “กลุ่มรอยัลลิสต์” ที่เป็นเสรีไทยในอังกฤษ มีวัตถุประสงค์ทางการเมืองเพื่อปลดปล่อยพระราชวงศ์ และ “กลุ่มรอยัลลิสต์”ที่เคยต่อต้านการปฏิวัติ 2475 และได้เคยถูกคณะราษฎรเนรเทศออกไปไปนอกประเทศ และ“กลุ่มรอยัลลิสต์”บางส่วนที่ถูกจองจำไว้ในเรือนจำให้ได้รับอิสรภาพให้กลับมาเป็นผู้นำในการเมืองไทยอีกครั้ง 

ในรายงานของนาย ทหารไทยผู้หนึ่งเสนอต่อกระทรวงการต่างประเทศ สหรัฐฯ เขาได้รายงานว่า “กลุ่มรอยัลลิสต์” ที่เป็นเสรีไทยในอังกฤษมีแผนการทวงทรัพย์สินของของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าฯ ที่รัฐบาลยึดไปกลับคืนโดยแกนนำของกลุ่มดังกล่าว คือ สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี อดีตสมเด็จพระราชินีของพระปกเกล้าฯ และกลุ่มพระราชวงศ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งราชสกุลสวัสดิวัตน์ ( NARA, RG 59 Central Decimal file 1945-1949 Box 7250, Major Arkadej Bijayendrayodhin to Gentleman of the Foreign Relations Washington D.C., 16 September 1945 ในรายงานเชื่อว่า กลุ่มดังกล่าวขอการสนับสนุนจากอังกฤษ และโปรดดู การฟ้องร้องคดีระหว่างรัฐบาลและพระปกเกล้าฯใน สุพจน์ แจ้งเร็ว, “คดียึดพระราชทรัพย์พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าฯ,” ศิลปวัฒนธรรม 23, 8 (มิถุนายน, 2545): 63-80. )

ในรายงานจากนายทหารไทยถึงกระทรวงการต่างประเทศ สหรัฐฯฉบับดังกล่าวได้รายงานอีกว่า“กลุ่มรอยัลลิสต์” ในอังกฤษ มีเป้าหมายในการรื้อฟื้นระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ให้เกิดขึ้นใหม่ พวกเขาได้เคยเคลื่อนไหวเจรจาขอการสนับสนุนจากอังกฤษและสหรัฐฯ ผ่านลอร์ด หลุยส์ เม้าท์แบตแตนและน.อ.มิลตัน ไมล์ แห่งโอเอสเอส เพื่อให้ทั้ง 2 ประเทศให้สนับสนุนการฟื้นฟูระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ในไทยอีกครั้ง

นอกจากนี้ ในรายงานฉบับดังกล่าว รายงานว่า “กลุ่มรอยัลลิสต์”ในอังกฤษมีความต้องการเปลี่ยนแปลงการสืบสันตติวงศ์จากสายสมเด็จพระพันวษาอัยยิกาเจ้า หรือราชสกุลมหิดล กลับมาสู่สายของสมเด็จพระศรีสวรินทราบรมราชินี หรือราชสกุลจักรพงษ์ ด้วยการกดดันให้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดลทรงสละราชย์สมบัติ และผลักดันให้พระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์ขึ้นครองราชย์แทน

อย่างไรก็ตาม การกดดันรัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงครามให้ลงจากอำนาจในช่วงปลายสงครามโลกครั้งที่ 2 ได้สร้างความไม่พอใจอย่างรุนแรงให้กับ “กลุ่มจอมพล ป.” โดยเฉพาะอย่างกลุ่มทหารเป็นอันมาก 

เนื่องจากรัฐบาลพลเรือนหลังสงครามที่ “กลุ่มปรีดี” ให้การสนับสนุนได้ทอดทิ้งกองทัพไทยไว้ในสมรภูมิที่เชียงตุง ทำให้กองทัพต้องหาหนทางเดินทางกลับกรุงเทพฯเอง โดยมิได้รับความช่วยเหลือใดๆ จากรัฐบาล พวกเขาเห็นว่ารัฐบาลไม่เคารพเกียรติภูมิของกองทัพ อีกทั้งรัฐบาลได้ปลดทหารประจำการลงจำนวนมากและมีการประนามว่ารัฐบาล จอมพล ป.และกองทัพ เป็นผู้นำพาไทยเข้าร่วมสงครามโลกจนเกิดความเสียหายแก่ประเทศ ทั้งหมดนี้ ล้วนสร้างความไม่พอใจให้กับกองทัพเป็นอย่างมาก อีกทั้ง เสรีไทยได้ก้าวขึ้นมาเป็นผู้ถือครองอาวุธทัดเทียมกองทัพ ในขณะที่ภาพลักษณ์ของกองทัพถูกเหยียดหยามจากเสรีไทยและนักการเมืองที่เคยเป็นเสรีไทย

เมื่อ ควง อภัยวงศ์ สมาชิกที่เป็นกลุ่มพลเรือนในคณะราษฎรได้รับการสนับสนุนจาก ปรีดี พนมยงค์ ให้ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีแทน จอมพล ป. พิบูลสงคราม เขาได้ออกพระราชบัญญัตินิรโทษกรรมความผิดในปี 2488 ให้กับ“กลุ่มรอยัลลิสต์”ผู้เคยต่อต้านการปฏิวัติ 2475 ตามข้อตกลงต่างตอบแทนที่ ม.จ.ศุภสวัสดิ์วงศ์สนิท สวัสดิวัตน แกนนำของ “กลุ่มรอยัลลิสต์” ในอังกฤษได้ทรงร่วมมือกับขบวนการเสรีไทยในช่วงปลายสงครามโลกครั้งที่ 2  

ส่งผลให้ “กลุ่มรอยัลลิสต์” ซึ่งเป็นฝ่ายตรงข้ามทางการเมืองกับคณะราษฎร์สามารถเดินทางกลับยังประเทศและเข้าสู่การต่อสู้ทางการเมืองได้อีกครั้ง ซีไอเอรายงานว่า การนิรโทษกรรมครั้งนี้ทำให้ความขัดแย้งในการควบคุมการเมืองไทยระหว่างคณะราษฎรกับ“กลุ่มรอยัลลิสต์”ที่เคยเป็นปัญหาที่หยั่งรากลึกนับแต่การปฏิวัติ 2475 นั้นได้กลับมาปะทุอีกครั้งภายหลังสงครามโลก 

ด้วยเหตุที่การปลดปล่อยนักโทษ “กลุ่มรอยัลลิสต์” กระทำในสภาพการเมืองแบบเปิดกว้างและพวกเขายังคงมีความเจ็บแค้นคณะราษฎรอย่างลึกซึ้ง ทำให้การปลดปล่อยดังกล่าวแทนที่จะกลายเป็นการปลดปล่อยพลังของความร่วมมือแต่กลับกลายเป็นพลังของการต่อต้าน และพวกเขาได้ร่วมกันบ่อนทำลาย“กลุ่มปรีดี”ลงในที่สุด เนื่องจากพวกเขาต้องการกำจัดคณะราษฎรทั้งหมด 

ทั้งนี้ในรายงานของอดีตเจ้าหน้าที่โอเอสเอสคนหนึ่งได้รายงานว่า ในช่วงสงครามไม่มี “กลุ่มรอยัลลิสต์” ผู้ใดที่จะกล้าต่อกรทางการเมืองกับ จอมพล ป.ในขณะที่พวกเขาได้แต่เรียกร้องให้ ปรีดี พนมยงค์ ช่วย เหลือพวกเขาเท่านั้น แต่ในช่วงหลังสงครามนั้น พวกเขารวมตัวกันมีอำนาจมากพอที่ท้าทายอำนาจทางการเมืองของ ปรีดี ผู้ที่เคยช่วยปลดปล่อยพวกเขาแล้ว

ดังนั้นจะเห็นได้ว่าความเป็นพันธมิตรระหว่าง “กลุ่มปรีดี” และ “กลุ่มรอยัลลิสต์” ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นเพียงความร่วมมือชั่วคราวที่ทั้งสองต่างได้รับประโยชน์ ทั้งนี้การหมดอำนาจลงของ”กลุ่มจอมพล ป.” ทำให้ “กลุ่มปรีดี” สามารถกลับเข้าสู่อำนาจทางการเมืองอีกครั้ง ส่วน“กลุ่มรอยัลลิสต์” ดูเหมือนจะได้ประโยชน์จากความร่วมมือมากกว่า 

เนื่องจากไม่ใช่แค่พวกเขาสามารถทำลายอำนาจของ จอมพล ป. พิบูลสงคราม และ“กลุ่มจอมพล ป.” ซึ่งเป็นกลุ่มที่แข็งแกร่งในคณะราษฎร์และได้เคยมีบทบาทในการปราบปรามการต่อต้านของพวกเขาอย่างรุนแรงลงได้เท่านั้น แต่พวกเขายังได้รับเกียรติยศ บรรดาศักดิ์ต่างๆที่เคยถูกถอดลงจากการทำความผิดฐานก่อการกบฎในอดีตกลับคืนเท่านั้น แต่พวกเขารับสิทธิในการต่อสู้ทางการเมืองกลับคืนมา พร้อมกับการได้ประโยชน์จากการที่รัฐบาลนิรโทษกรรมและปลดปล่อยสมาชิกของ“กลุ่มรอยัลลิสต์”ที่เคยพลาดพลั้งถูกจับกุมตกเป็นนักโทษการเมืองให้กลับมาเป็นกำลังหนุนให้กับกลุ่มของตนในการต่อสู้กับคณะราษฎรภายหลังสงครามโลกอีกด้วย ดังนั้นการต่อสู้ระหว่าง “กลุ่มรอยัลลิสต์” กับคณะราษฎรครั้งนี้ คณะราษฎรเหลือแต่เพียง “กลุ่มปรีดี” เท่านั้น

โครงสร้างอำนาจทางการเมืองไทยภายหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 มีกลุ่มการเมืองสำคัญ 2 กลุ่ม คือ “กลุ่มปรีดี” ซึ่งประกอบด้วยสมาชิกบางส่วนในคณะราษฎร สมาชิกสภาผู้แทนฯ จากภาคอีสาน อดีตเสรีไทย และนักศึกษามหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมือง กับ“กลุ่มรอยัลลิสต์” ซึ่งประกอบด้วย พระราชวงศ์ บุคคลผู้จงรักภักดี อดีตนักโทษการเมือง และอดีตเสรีไทย 

ทั้งสองกลุ่มนี้มีเป้าหมายทางการเมืองที่แตกต่างกัน โดยกลุ่มแรกให้ความสำคัญกับหลัก 6 ประการของคณะราษฎรจนถึงมีความคิดที่โน้มเอียงไปในทางสังคมนิยม และพวกเขาสนับสนุนการปกครองระบอบประชาธิปไตย 

ส่วนกลุ่มหลังนั้นมีกลุ่มย่อยภายในหลายกลุ่มและขาดเอกภาพทางความคิดและการนำ เนื่องจากพวกเขามีความคิดทางการเมืองที่แตกต่างกัน นับตั้งแต่การสนับสนุนการปกครองระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ การเปลี่ยนแปลงการสืบสันตติวงศ์ การต่อต้านคณะราษฎร การทวงทรัพย์สินกลับคืน การฟื้นฟูเกียรติยศและเพิ่มอำนาจทางการเมืองให้กับสถาบันกษัตริย์ และการต้องกลับมาสู่การต่อสู้ทางการเมือง 

อีกทั้ง ภายใน“กลุ่มรอยัลลิสต์”เองนั้นยังคงอยู่ในระหว่างการช่วงชิงความเป็นผู้นำกลุ่มระหว่าง สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี ผู้ทรงสนับสนุนราชสกุลจักรพงษ์ กับ สมเด็จพระเจ้าวรวงศ์เธอ กรมพระยาชัยนาทนเรนทร ผู้สนับสนุนราชสกุลมหิดล จนกระทั่ง กรมพระยาชัยนาทนเรนทรได้รับการสนับสนุนจาก พระราชวงศ์และ “กลุ่มรอยัลลิสต์” จำนวนหนึ่งให้ทรงเป็นคณะผู้สำเร็จราชการฯ ภายหลังการสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล

หลังการปลดปล่อยนักโทษการเมืองได้ไม่นาน ม.ร.ว คึกฤทธิ์ ปราโมช ได้เป็นแกนนำในการรวบรวมอดีตนักโทษการเมืองที่เป็น “กลุ่มรอยัลลิสต์” เช่น ม.ร.ว นิมิตรมงคล นวรัตน์ ,ร.ท.จงกล ไกรฤกษ์ และ สอ เสถบุตร มาร่วมจัดตั้งพรรคก้าวหน้าในปลายปี 2488 เพื่อการเคลื่อนไหวต่อ ต้านคณะราษฎรในช่วงที่ปรีดี พนมยงค์เป็นผู้นำ โดยม.ร.ว.คึกฤทธิ์ แกนนำคนหนึ่งของ“กลุ่มรอยัลลิสต์” ประกาศตัวตนในบทความเรื่อง “ข้าพเจ้าเป็นรอยะลิสต์” ที่เรียกร้องการเพิ่มอำนาจการเมืองให้พระมหากษัตริย์และรื้อฟื้นเกียรติยศของราชวงศ์กลับคืน

ทั้งนี้สมาชิกของพรรคก้าวหน้าเป็นพระราชวงศ์และ “กลุ่มรอยัลลิสต์” โดยพรรคการเมืองนี้มีนโยบายสำคัญ คือต่อต้านคณะราษฎร ในการต่อสู้ทางการเมืองกับรัฐบาล “กลุ่มปรีดี” นั้น “กลุ่มรอยัลลิสต์”ได้ใช้แผนการสกปรกเพื่อชัยชนะในการเลือกตั้งด้วยการสร้างความเสื่อมเสียให้กับผู้สมัครจากพรรคการเมืองที่สนับสนุนรัฐบาลเช่น 

แผนการต่อสู้ทางเมืองของโชติ คุ้มพันธ์ จากพรรคก้าวหน้า กับทองเปลว ชลภูมิ จากพรรคแนวรัฐธรรมนูญ ในการเลือกตั้งซ่อมในปี 2488 พรรคก้าวหน้าใช้แผนสร้างความเสื่อมเสียให้กับ ทองเปลว ด้วยการให้สมาชิกพรรคฯ นำสีไปขีดเขียนตามที่สาธารณะ วัด เรียกร้องให้ประชาชนเลือกทองเปลวเลอะเทอะไปทั่วที่สาธารณะ อีกทั้งได้ให้พวกเขาไปตะโกนให้ประชาชนเลือกหมายเลขคู่แข่งที่ก่อความรำราญอันทำให้ประชาชนเกิดความรู้สึกรังเกลียดทองเปลวอย่างมาก และหันมาเลือกโชติซึ่งเป็นคู่แข่งขันแทน นอกจากนี้ ในเช้าตรู่วันเลือกตั้ง พรรคก้าวหน้าได้ใช้ให้สมาชิกพรรคฯ ไปตบประตูและตะโกนเรียกให้ประชาชนตามบ้านเลือก ทองเปลว พฤติกรรมเหล่านี้สร้างความโกรธให้กับประชาชนมาก ประชาชนจึงลงคะแนนให้กับ โชติ พรรคตรงกันข้ามแทน (“นายประชาธิปัตย์”, กลวิธีหาเสียงเลือกตั้ง [พระนคร: มิตรนราการพิมพ์, 2511],หน้า 124.; ร.ท.จงกล ไกรฤกษ์, ศิลปการเลือกตั้ง [พระนคร: สำนักพิมพ์ประพันธ์สาส์น, 2517],หน้า 124-128.; ปรีดี พนมยงค์, “คำนิยม” ใน ร.ท.สุภัทร สุคนธาภิรมย์, พุทธปรัชญาประยุกต์ [กรุงเทพฯ: ประจักษ์การพิมพ์, 2517],หน้า (6)-(7).)

ม.ร.ว. เสนีย์ ปราโมช และ รัฐบาลควง อภัยวงศ์ ที่ถูกจัดตั้งขึ้นล้วนได้รับการสนับสนุนจาก ปรีดี พนมยงค์ เนื่องจากปรีดีมีกลุ่มสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่ให้การสนับสนุนเขามาก ทำให้เขามีอิทธิพลที่สามารถให้การสนับสนุนการจัดตั้งรัฐบาลอย่างไม่ยากนัก 

อย่างไรก็ตามในเวลาต่อมา ปรีดี ได้ตัดสินใจยุบ “ขบวนการเสรีไทย” ที่เป็นฐานให้การสนับสนุนอำนาจทางการเมืองของเขาส่งผลให้อำนาจของเขาถูกท้าทายจาก ควง อภัยวงศ์ อันมีเหตุมาจากการที่เขาไม่สนับสนุนให้ ควง กลับเป็นนายกรัฐมนตรีอีกครั้ง เนื่องจากเขาเห็นว่า ควง มีความเป็นอิสระในการตัดสินใจสูง ไม่ยอมทำตามคำแนะนำของเขา แต่สุดท้ายแล้ว ควงได้รับการสนับสนุนจากสภาผู้แทนฯให้เป็นนายกรัฐมนตรีได้สำเร็จ

ความขัดแย้งครั้งนี้เป็นสาเหตุที่ทำให้ควงแยกตัวออกจากคณะราษฎรไปแสวงหาการสนับสนุนทางการเมืองจาก “กลุ่มรอยัลลิสต์” และควงสามารถจัดตั้งรัฐบาลของเขาที่ไม่ได้รับการสนับสนุนจาก “กลุ่มปรีดี” ได้สำเร็จเมื่อต้นปี 2489 โดยควงได้รับความช่วยเหลือจาก “กลุ่มรอยัลลิสต์” หลายคนเข้าร่วมรัฐบาล เช่น พระยาศรีวิสารวาจา อดีตข้าราชการในระบอบเก่าที่มีความคิดอนุรักษ์นิยมอย่างมาก เจ้าพระยาศรีธรรมาธิเบศ พระยาอัศวราชทรงศิริ และม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช เป็นต้น

ด้วยเหตุที่ ปรีดี ตัดสินใจยุบเลิกขบวนการเสรีไทย ซึ่งถือว่าเป็นกองกำลังที่มีส่วนในการปกป้องรัฐบาล “กลุ่มปรีดี” ลงในขณะที่ “กลุ่มรอยัลลิสต์”กลับมีพลังทางการเมืองมากขึ้น ทำให้เขาตระหนักว่า กลุ่มการเมืองของตนปราศจากฐานสนับสนุนอำนาจ เวลาต่อมา ปรีดี และ“กลุ่มปรีดี” ได้จัดตั้งพรรคการเมืองขึ้น 2 พรรคที่สำคัญ คือ พรรคแนวรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นการรวมตัวกันสมาชิกคณะราษฎรทั้งส่วนพลเรือนและทหารที่ยึดถือหลัก 6 ประการของคณะราษฎร

หลัก 6 ประการสามารถประมวลได้ดังนี้

1.จะต้องรักษาความเป็นเอกราชทั้งหลาย เช่น เอกราชในบ้านเมือง ในทางศาล ในทางเศรษฐกิจของประเทศไว้ให้มั่นคง

2.จะรักษาความปลอดภัยในประเทศ ให้การประทุษร้ายต่อกันลดน้อยลงให้มาก

3.จะต้องบำรุงความสมบูรณ์ของราษฎรในทางเศรษฐกิจไทย รัฐบาลใหม่ จะพยายามหางานให้ราษฎรทำโดยเต็มความสามารถจะร่างโครงการเศรษฐกิจแห่งชาติ ไม่ปล่อยให้ราษฎรอดอยาก

4.จะต้องให้ราษฎรได้มีสิทธิเสมอภาคกัน (ไม่ใช่ให้พวกเจ้ามีสิทธิยิ่งกว่าราษฎรเช่นที่เป็นอยู่)

5.จะต้องให้ราษฎรได้มีเสรีภาพ มีความเป็นอิสสระ เมื่อเสรีภาพนี้ไม่ขัดต่อหลัก 4 ประการ ดังกล่าวแล้วข้างต้น

6.จะต้องให้มีการศึกษาอย่างเต็มที่แก่ราษฎร

ส่วนพรรคสหชีพ เป็นการรวมตัวกันของสมาชิกสภาผู้แทนฯจากภาคอีสาน และอดีตเสรีไทย ยึดถือนโยบายสังคมนิยมและต่อต้าน จอมพล ป. พิบูลสงคราม เพื่อใช้พรรคการเมืองทั้งสองพรรคต่อสู้ทางการเมืองกับ “กลุ่มรอยัลลิสต์” ที่เคลื่อนไหวรวมตัวกันทางการเมืองอย่างเข้มข้นภายหลังสงครามโลก

ในขณะเดียวกัน ต้นเดือนกุมภาพันธ์ 2489 ก่อนที่จะมีการจัดตั้งพรรคประชาธิปัตย์ไม่นาน สถานทูตสหรัฐฯได้รายงานความเคลื่อนไหวทางการเมืองระหว่าง ควง อภัยวงศ์กับ พระราชวงศ์ และ“กลุ่มรอยัลลิสต์” ที่มีการพัฒนาความสัมพันธ์อันแนบแน่นมากยิ่งขึ้น 

ทั้งนี้กลุ่มดัง กล่าวประกอบด้วย พระองค์เจ้าภาณุพันธ์ฯ ,เจ้าพระยาศรีธรรมธิเบศ ,ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช
,ม.ร.ว.คึกฤทธิ ปราโมช ,สมบูรณ์ ศิริธร ,เทียม ชัยนันท์ ,เลียง ไชยกาล และใหญ่ ศวิตชาติ เป็นต้น ในเวลาต่อมา พวกเขาได้จัดประชุมทางการเมืองเพื่อเตรียมการจัดตั้งพรรคการเมืองขึ้นที่บ้านของพระพินิจชนคดีเพื่อร่วมมือกันต่อต้านคณะราษฎร โดยได้รับเงินทุนก้อนแรกในจัดตั้งพรรคการเมืองจากพระพินิจชนคดี

ในที่สุดพรรคประชาธิปัตย์ ได้ถูกจัดตั้งขึ้นในเดือนเมษายนปีเดียวกันนั้นเอง โดยปราศจากนโยบายพรรคฯที่มีความชัดเจน เนื่องจากสมาชิกในพรรคฯ มีความต้องการที่หลากหลาย เช่น สมาชิกบางส่วนมีความต้องการกลับสู่ระบอบสมบูรณญาสิทธิราชย์ บางส่วนต้องการรัฐบาลที่ซื่อสัตย์ บ้างก็ต้องการมีผู้นำที่เข้มแข็งอย่างเช่น จอมพล ป. พิบูลสงคราม แต่บางส่วนก็ไม่ต้องการ จอมพล ป. อย่างไรก็ตาม กล่าวโดยสรุปนโยบายของพรรคประชาธิปัตย์ คือเพื่อค้านเท่านั้น

จากรายงานของอดีตโอเอสเอสคนหนึ่งรายงานว่ารัฐบาล ควง อภัยวงศ์ เป็นรัฐบาลอนุรักษ์นิยม และมีความพยายามทำลายฐานทางการเมืองของ ปรีดี พนมยงค์ ที่มาจากอดีตเสรีไทย และนักการเมืองฝ่ายซ้าย จากนั้น “กลุ่มปรีดี” นำโดยพรรคสหชีพและ สงวน ตุลารักษ์ ได้เริ่มดำเนินการตอบโต้รัฐบาลควง โดยได้สนับสนุนให้กรรมกรจีนและคนชั้นล่างในกรุงเทพฯ ลุกฮือขึ้นก่อความไม่สงบต่อต้านรัฐบาลควงเพื่อเป็นการโต้ตอบ ไม่นานจากนั้น ความขัดแย้งดังกล่าวนำไปสู่การที่รัฐบาลควงพ่ายแพ้เสียงสนับสนุนในสภาผู้แทนฯ ทำให้ควงต้องลาออกตำแหน่งนายกรัฐมนตรีที่ดำรงตำแหน่งได้เพียงไม่ถึงสองเดือนนี้สร้างความไม่พอใจให้ควงเป็นอย่างมาก

จากนั้น ปรีดี พนมยงค์ ได้ก้าวมามีบทบาททางการเมืองโดยตรง ในฐานะนายกรัฐมนตรีคนถัดมา ด้วยเหตุความพ่ายแพ้ในสภาผู้แทนฯ ได้สร้างความไม่พอใจ ของควง อภัยวงศ์ และ“กลุ่มรอยัลลิสต์”มาก ทำให้พวกเขาตัดสินใจจัดตั้งพรรคประชาธิปัตย์ขึ้นในต้นเดือนเมษายน 2489 โดยผลงานทางการเมืองในช่วงแรกเริ่มของพรรคประชาธิปัตย์ คือการตอบโต้รัฐบาลปรีดีทันที

โดยพรรคประชาธิปัตย์ได้กล่าวหารัฐบาลปรีดีและเหล่าเสรีไทยว่า ร่วมกันยักยอกเงินจากงบสันติภาพของเสรีไทย แต่ผลการสอบสวนโดยคณะกรรมธิการของสภาผู้แทนฯ ปรากฏว่า ข้อกล่าวหาจากพรรคประชาธิปัตย์ไม่เป็นความจริง อย่างไรก็ตามข้อกล่าวหาของพรรคประชาธิปัตย์ได้สร้างความเสื่อมเสียให้รัฐบาลปรีดีเป็นอย่างมาก และได้กลายเป็นชนวนของความขัดแย้งระหว่าง “กลุ่มปรีดี” กับ“กลุ่มรอยัลลิสต์”ในเวลาต่อมา ผนวกกับเมื่อรัฐธรรมนูญฉบับ 2489 ได้ถูกประกาศใช้นำไปสู่การเลือกตั้งนั้นยิ่งก่อให้เกิดการเผชิญหน้ากันโดยตรงระหว่าง “กลุ่มปรีดี” กับ “กลุ่มรอยัลลิสต์” ผ่านพรรคการเมืองที่แต่ละฝ่ายสนับสนุนมากยิ่งขึ้น

สำหรับบทบาทในการต่อสู้ทางการเมืองของพรรคประชาธิปัตย์ในช่วงแรกเริ่มของการก่อตัวนั้น พวกเขาพยายามโฆษณาชวนเชื่อในการหาเสียงการเลือกตั้งเมื่อต้นปี 2489 ว่า การเสด็จนิวัตรพระนครในเดือนธันวาคม 2488 และการเสด็จเยาวราชของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล เป็นผลงานของพรรคประชาธิปัตย์เพื่อช่วงชิงผลงานจากรัฐบาลปรีดี พนมยงค์นอกจากนี้ พวกเขายังได้พยายามอ้างว่า พระมหากษัตริย์ทรงให้การสนับสนุนพรรคฯของตน 

แต่ผลการเลือกตั้งปรากฎว่า พรรคสหชีพและแนวรัฐธรรมนูญซึ่งเป็นพรรคที่สนับสนุนรัฐบาลปรีดียังคงได้รับชัยชนะ จากนั้นพวกเขาจึงได้เริ่มรณรงค์ต่อไปว่า การเลือกตั้งครั้งนี้ไม่บริสุทธิ์ยุติธรรม พร้อมๆกับการโจมตี ปรีดี ว่าเป็นคอมมิวนิสต์ และการเริ่มต้นแผนการโกงการเลือกพฤติสภา ม.จ.ศุภสวัสดิ์ฯทรงบันทึกว่าควง อภัยวงศ์ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์เป็นผู้ที่ไม่รู้จักผิดชอบชั่วดี  ( A Memorandum on a Certain Aspect of the Siamese Politics for His Majesty The King, 20 June 1947,” ใน ม.จ.ศุภสวัสดิ์วงศ์สนิท, 1 ศตวรรษ ศุภสวัสดิ์, หน้า 547-549 )

ขอบคุณข้อมูลตัดมาจากบางส่วนของวิทยานิพนธ์เรื่อง การเมืองไทยสมัยรัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงครามภายใต้ระเบียบโลกของสหรัฐอเมริกา (พ.ศ. 2491-2500) โดย ณัฐพลจริงใจ

27 เมษายน ค.ศ.1911 การลุกขึ้นสู้ที่ กวางโจว

วันเสาร์ที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555    หวง ซิง ผู้นำการลุกขึ้นสู้หวงฮัวก่าง


วันที่ 27 เมษายน ค.ศ.1911 เกิดเหตุการณ์ลุกขึ้นสู้ที่เขตหวงฮัวก่าง เมืองกว่างโจว ผู้นำการลุกฮือสู้ครั้งนี้คือ หวง ซิง เขายังพาบุตรชายคนโตเข้าร่วมการลุกฮือสู้ครั้งนี้ด้วย


วันที่ 28 มีนาคม ค.ศ. 2011 นายหวง เหว่ยหมิน หลานชายคนโตของหวง ซิงกล่าวในสัมนารำลึก 100 ปีการลุกขึ้นสู้หวงฮัวก่าง ซึ่งจัดขึ้นที่เมืองกว่างโจวว่า การที่คุณปู่เปลี่ยนตัวเองจากปัญญาชนมาเป็นทหาร ไม่ใช่เพื่อสร้างชื่อเสียงหรือหาผลประโยชน์ให้กับตัวเอง แต่หากเพื่อประเทศชาติและประชาชน เขากล่าวว่า "คุณปู่เกิดในครอบครัวร่ำรวย หากไม่เข้าร่วมการปฏิวัติ ก็สามารถมีชีวิตอยู่อย่างสุขสบาย"นายหวง เหว่ยหมินเล่าว่า ตั้งแต่เด็กๆ คุณพ่อก็เล่าให้ฟังว่า คุณปู่ได้ตั้งคติเตือนใจสำหรับครอบครัวไว้ คือ "ซื่อสัตย์" และ "ไม่เห็นแก่ตัว" และคุณปู่เป็นตัวอย่างที่ดีในการปฏิบัติตามคตินี้"

นายหวง เหว่ยหมินเล่าให้ฟังว่า ช่วงเริ่มต้นการปฏิวัติ ขาดเงินใช้จ่ายอย่างมาก หวง ซิง ขายบ้านขายที่ดินของตระกูลเพื่อนำเงินไปสนับสนุนคณะปฏิวัติ ครอบครัวจึงต้องย้ายไปอยู่บ้านในเมือง แต่ตอนหลังบ้านหลังนี้ก็ถูก หวง ซิง ขายไปเพื่อบริจาคเงินให้คณะปฏิวัติอีก ในเหตุการณ์ลุกฮือขึ้นสู้ที่หวงฮัวก่าง หวง ซิงนำหน่วยกล้าตายบุกเข้าอาคารสำนักงานข้าหลวงใหญ่ แม้นิ้วมือถูกเศษลูกปืนตัดขาดไปสองนิ้ว ก็ยังสู้รบจนถึงที่สุด เขายอมสละทุกสิ่งทุกอย่างรวมทั้งชื่อเสียง ฐานะและทรัพย์สินเงินทอง เพื่อการปฏิวัติ 

การเริ่มต้นและก่อตัวของความคิดและทฤษฎีต่างๆ ได้วางพื้นฐานให้กับการปฏิรูปของชนชั้นนายทุนและการปฏิวัติประชาธิปไตยของจีน การปฏิรูปอู้ซวีเพื่อเปลี่ยนระบอบการปกครองเกิดขึ้นที่นี่ ดร.ซุน วางแผนการปฏิวัติประชาธิปไตยที่นี่เช่นกัน ในช่วงเวลานับจากสงครามฝิ่นสิ้นสุดลงจนถึงการปฏิวัติอู่ชาง กว่างโจว เป็นศูนย์กลางการปฏิวัติระบอบการเมืองของจีน ต่อมาก็กลายเป็นฐานบัญชาการของสงครามต่อต้านระบอบจักรพรรดินิยมและขุนศึก

ทุกวันนี้ เวลาเดินบนถนนริมแม่น้ำไข่มุก ซึ่งเปี่ยมไปด้วยบรรยากาศการค้าที่คึกคักและผู้คนมากมายที่เดินขวักไขว่ไปมา อย่างเนืองแน่น ยากที่จะเชื่อมต่อกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อ 100 ปีก่อน ซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในประวัติศาสตร์จีน แต่การปฏิวัติเกิดขึ้นที่เมืองกว่างโจวอย่างเงียบๆ เมื่อวันที่ 27 เมษายน ค.ศ. 1911 ซึ่งตรงกับวันที่ 29 เดือน 3 ปีซินไฮ่ตามจันทรคติจีน การลุกฮือต่อต้านระบอบการปกครองศักดินาเกิดขึ้นที่หวงฮัวก่าง เมืองกว่างโจว แม้ประสบความล้มเหลว แต่ถือเป็นการเปิดฉากการปฏิวัติซินไฮ่

หอรำลึกการลุกขึ้นสู้ 29 มีนา
อดีตกองบัญชาการการลุกขึ้นสู้หวงฮัวก่าง ตั้งอยู่ในอาคารบ้านพักธรรมดาๆ หลังหนึ่งที่สร้างด้วยอิฐสีเทา หลังคาปูด้วยกระเบื้องสีเทา ไม่ต่างกับบ้านที่อยู่อาศัยทั่วไป บ้านหลังนี้ห่างจากอาคารสำนักข้าหลวงใหญ่กว่างตุงและกว่างซี ซึ่งเป็นเป้าหมายโจมตีของการลุกฮือสู้เพียงประมาณ 500 เมตร สิงโตหินคู่หนึ่งที่เคยตั้งอยู่หน้าประตูสำนักข้าหลวงใหญ่ ทั้งตัวเต็มไปด้วยรอยกระสุน เป็นพยานในเหตุการณ์ลุกฮือต่อสู้นองเลือดเมื่อ 100 ปีก่อน ผู้ร่วมการต่อสู้ครั้งนี้มีทั้งนักเรียนนักศึกษา ชาวจีนโพ้นทะเล นักข่าว กรรมกร ชาวนา ทหาร และบุคคลจากวงการต่างๆ ในสังคม หลายคนเป็ยลูกหลานตระกูลขุนนางขุนศึกหรือตระกูลผู้ดี แต่พวกเขายอมสละชีพเพื่อแลกกับอุดมคติที่ใฝ่หาเสรีภาพและประชาธิปไตย 

ทำเนียบจอมทัพเป็นกองบัญชาการใหญ่การปฏิวัติกว่างโจว
ในคืนลุกขึ้นสู้ มีนักปฏิวัติที่หนีออกจากเมืองกว่างโจวไม่ทันหลายคนถูกจับและประหารชีวิต ศพของทั้งผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์ลุกฮือและถูกประหารชีวิตภายหลัง ถูกวางเรียงกันที่สนามหน้าอาคารสำนักงานจืออี้จวี๋ นายพัน ต๋าเวย นักปฏิวัติปลอมตัวเป็นนักข่าววิ่งเต้นขอความช่วยเหลือจากบุคคลผู้สนับสนุนการปฏิวัติ ในที่สุด เกลี้ยกล่อมให้มูลนิธิกว่างเหยินซ่านอุปถัมภ์ที่ดินผืนหนึ่งที่เขตหงฮัวก่าง ชานเมืองกว่างโจว เพื่อฝังศพ 72 ศพของนักปฏิวัติผู้เสียชีวิต นายพัน ต๋าเวยชอบดอกเก๊กฮวยสีเหลืองมาก เพราะเห็นว่าเป็นตัวแทนความอดทน ความเข้มแข็งและความมีศักดิ์ศรี จึงเปลี่ยนชื่อสถานที่ฝังศพจากหงฮัว(ดอกสีแดง)ก่างเป็นหวงฮัว(ดอกสีเหลือง) ก่าง 

ในค.ศ. 1912 รัฐบาลทหารมณฑลกว่างตุงจัดสรรเงิน 100,000 หยวนสร้างสุสานวีรบุรุษผู้สละชีพเพื่อชาติหวงฮัวก่าง และจัดพิธีวางศิลาฤกษ์สุสาน 72 วีรบุรุษในเดือนพฤษภาคมปีเดียวกัน โดยดร.ซุน ยัตเซ็นเป็นประธานในพิธี และปลูกต้นสน 4 ต้นในสุสานด้วย ขณะนี้เหลืองอยู่ต้นเดียว ต่อมาสุสานแห่งนี้ได้รับการบูรณะปฏิสังขรหลายครั้งด้วยเงินของชาวจีนโพ้น ทะเลที่ร่วมกันบริจาค ค.ศ. 1935 ขยายเป็นสุสานที่มีขนาดใหญ่จนถึงทุกวันนี้

ภายในสุสานวีรบุรุษผู้สละชีพเพื่อชาติหวงฮัวก่างได้ทำทางเดินสาย หนึ่งตั้งชื่อว่า"ทางเดินวีรบุรุษ"สองข้างทางมีสุสานวีรบุรุษกว่า 20 แห่ง เป็นทางเดินที่ตั้งชื่อด้วยวีรบุรุษผู้สละชีพเพื่อชาติเพียงแห่งเดียวใน ประเทศจีน ซึ่งเป็นสัญลักษณ์แห่งประวัติการปฏิวัติยุคใกล้ของจีน ผู้คนที่มาแสดงความเคารพ ณ ที่นี้ ต่างจดจำและรำลึกเหตุการณ์สำคัญเมื่อ 100 ปีก่อนอย่างไม่มีวันลืมเลือน 

สุสานรำลึกวีรบุรุษผู้สละชีพเพื่อชาติหวงฮัวก่าง

รูปปั้นดร.ซุนยัตเซ็นกับมาดามซ่ง ชิ่งหลิง
ขอบคุณที่มา 
http://thai.cri.cn/247/2011/10/04/226s190674.htm
http://thai.cri.cn/247/2011/10/06/226s190731.htm

ที่มา: จากFreedom of thought.

มองทะลุเกาหลีเหนือแล้ว ย้อนมองอนาคตกะลานีเซีย.....ตอนที่ 1

กะลานีเซีย หน้าตาจะเป็นอย่างไร หากถูกปิดประเทศอย่างถาวรสัก 20 ปี(พม่าถูกปิดประเทศไป 53ปี) ที่ีผ่านก็ถือว่า เริ่มต้นการที่มีการปิดประเทศแบบกึ่งๆที่ไม่เป็นทางการมาเป็นช่วงๆตั้งแต่ปี 2549 แล้ว
เริ่มจากชม คลิปนี้ ให้เรื่องราวในคลิปบอกเรื่องราวในอนาคตของกะลานีเซีย.....
คลิปที่1.......

คลิปที่2.......                        Hyongjesan District


วันเสาร์ที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2560

ใกล้กะลาปิด (ถูกปิดประเทศ) แต่พวกเราก็ยังยิ้มได้......by กำแหง

ความไม่รู้ นำมาซึ่งหายนะอันใหญ่หลวง ยิวนับล้าน ไม่รู้ตัวว่า กำลังจะฆ่าล้างเผ่าพันธ์ ฉันใดก็ฉันนั้น ชาวทาส ไพร่สยาม หารู้ไม่ว่า กำลังจะถูกกักขังในกะลา ไปอีกหลายชั่วอายุคน.....

ประเทศนี้ ในเวลานี้ก็ไม่ต่างกัน รูปภาพนี้เท่าไหร่...
ทั้งความรู้สึกของผู้คนและผลกระทบที่จะตามมา.......
เพียงแต่ความรุนแรง และระยะเวลาอาจแตกต่างกันเท่านั้น.......

- ความรุนแรงแบบเฉียบพลัน อาจน้อยกว่า แต่ศักยภาพการทำลายล้าง อาจมากกว่ามากมายนัก
- ระยะเวลาอาจช้ากว่ากันมาก ในการส่งผล แต่ก็กินเวลายาวนานกว่ากันมากนัก

ผลที่เห็นได้ชัด คือ ผลกระทบต่อประเทศญี่ปุ่น หลังโดนระเบิด ปรมาณู กับ ประเทศเกาหลีเหนือ หลังโดนปิดประเทศ ปิดการพัฒนา อย่างจริงจัง
เพราะถึงแม้ญี่ปุ่นจะเสียหายอย่างสาหัส แต่เมื่อทุกอย่างจบลง การฟื้นฟูและการพัฒนาก็ตามมา ในไม่ช้า พัฒนาการอย่างรวดเร็วก็ตามมา จนเป็นประเทศญี่ปุ่นทุกวันนี้ ตรงกันข้ามกับ ประเทศเกาหลี เมื่อถูกปิดประเทศไป ผ่านมา 60ปี ประเทศเมื่อถูกแบ่งเป็นสองประเทศ ส่วนที่เปิดรับการติดต่อจากโลกภายนอก ก็คือเกาหลีใต้ ก็พัฒนาจนเป็นเสือแห่งเอเชีย ส่วนที่ปิดประเทศเอาไว้ ก็กลายเป็นดินแดนสนธยา ที่ผู้คนอดอยาก หิวโหย ที่ไม่น่าเชื่อว่า เคยเป็นประเทศที่เจริญรุ่งเรืองมาก่อน....

แต่ถึงแม้ กะลานีเซียกำลังจะเป็น อย่างไร.....แต่พวกเราก็ยังยิ้มได้.......

วันศุกร์ที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2560

ชวนฟังเพลงวันหยุด: ไส่ว่าสิบ่ถิ่มกัน


เปิดรายละเอียดเส้นทางหลบหนี: กระโดดข้ามคลองที่อรัญ และเดินฝ่าดงระเบิด ไปขึ้น ปิ๊กอัพ 4 ประตู.....

“พ.ต.อ.”สารภาพสิ้น ขับคัมรี่พา”ปู”ไปส่งที่สระแก้ว มีปิกอัพมารับอีกทอด


22 ก.ย.60 - พล.ต.ต.มงคล วรุณโณ ผบก.น.5 มีหนังสือคำสั่ง เลขที่ 270/2560 ลงวันที่ 22 ก.ย. เรื่องให้ข้าราชการตำรวจปฏิบัติหน้าที่ ใจความระบุว่า ด้วยกรณีมีเหตุอันควรสงสัยว่า พ.ต.อ.ชัยฤทธิ์ อนุฤทธิ์ รองผบก.น.5 มีพฤติการณ์เกี่ยวข้องกับรถยนต์ ยี่ห้อโตโยต้า รุ่นแคมรี่ สีเทา เลขตัวถังรถ MR053BK 4107001933 หมายเลขเครื่อง 2AZ1197836 ติดแผ่นป้ายทะเบียน ฌข 5323 กรุงเทพมหานคร ซึ่งจากการตรวจสอบไม่พบหมายเลขทะเบียนรถดังกล่าวในสารบบของกรมการขนส่งทางบก ซึ่งเจ้าหน้าตำรวจได้ตรวจยึดได้ที่บริเวณใต้อาคาร 1 ตร. แขวงปทุมวัน เขตปทุมวัน กทม. เมื่อวันที่ 22 ก.ย. 2560 เวลาประมาณ 23.30 น. ตามคดีอาญาของสถานีตำรวจนครบาลปทุมวัน ที่ 997/2560 ลงวันที่ 22 ก.ย.

ตะลึง !! รองโฆษกฯประชาธิปัตย์ อ้าง 6 ศพวัดปทุมยิงกันเอง-แย้งคำพิพากษาศาล ที่ย้ำชัดว่าถูกกระสุนเจ้าหน้าที่

เมื่อวันที่ 22 ก.ย. ผู้สื่อข่าวรายงานว่าเมื่อวันที่ 19 ก.ย.ที่ผ่านมา นางมัลลิกา บุญมีตระกูล รองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊ก มัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข ระบุว่า Siriwanna Jill – New รายงานว่า หลักฐานชัดเจน ว่าพยาบาลกมลเกด และเพื่อน ไม่ได้ตายพราะทหาร

วันพฤหัสบดีที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2560

เธอๆ แชทอะไรอยู่ เราขอดูหน่อย ..ได้เวลา “พ.ร.บ.ความมั่นคงไซเบอร์”

จะเป็นอย่างไร หากในอนาคต ก่อนที่จะจะแชทกับเพื่อนผ่านไลน์หรือเฟซบุ๊ก หรือส่งอีเมล์หาใครสักคน เราจะต้องเตือนตนเองไว้ตลอดว่า ทุกข้อความที่ส่งไปนั้นอาจจะมี “บุคคลที่สาม” เข้ามาแอบดูได้

นี่อาจเป็นเรื่องสมมุติที่เกิดขึ้นได้จริง หากร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ พ.ศ. .... หรือร่าง “พ.ร.บ.ความมั่นคงไซเบอร์” ถูกนำมาบังคับใช้

บิ๊กเจี๊ยบเผย ยิ่งลักษณ์กระโดดข้ามคลองที่อรัญประเทศ แล้วเดินฝ่าป่า เข้าสู่เขมร



ผบ.ทบ. อ้างว่า  เส้นทางหลบหนีของ นายกฯยิ่งลักษณ์ 

เป็น ชายแดนติด อ.อรัญประเทศ  เป็นช่องทางธรรมชาติที่มีลักษณะเป็นคลองลึกกว้าง1.5 เมตร ข้ามได้ทุกจุด




ตามคำชี้แจง ผบ.ทบ.คงหมายถึงว่า.....นายกยิ่งลักษณ์คงบุกป่าผ่าดงหนามข้ามภูเขา เข้าลำคลองท่องแม่นำ้ ข้ามเขตแดน แล่นเข้าเข้าเขมร เผ่นไปกัมพูชา มาถึงพนมเปญ เดินเล่นสักพักลักไก่ไปสิงคโปรแล้วโย้ขึ้นเครื่องไปยังเมือดูไบ กับพี่ชายทักษิณ



"‪บิ๊กป้อม" เผย รู้แล้ว!! ใครสั่งพา"ปู"หนี
"บิ๊กป้อม" เผย รองผบก. สารภาพ รับคำสั่ง พา"ยิ่งลักษณ์"พร้อมเลขาฯออกชายแดนเขมร ช่องทางธรรมชาติ ที่มีหลายช่อง และช่องที่คาสิโน ใช้กัน เผย เอารถ แคมรี่ ไปรับ ต่อจาก รถเบนซ์ ไปส่งชายแดน แล้วไปส่งต่อรถอีกคันหนึ่ง ชี้มีคน"สั่ง" แต่ อุบบอกว่าใคร หรือเป็นอดีต ผบชน.หรือไม่‬ ขี้สั่งย้ายประจำ ออกจากตำแหน่งก่อน เผย มีความผิดฐานปลอมแปลง รถยนต์ และนำ ผู้ต้องหาในคดี หลบหนี ยอมรับ ยังมีตำรวจ มะเขือเทศ
จากกรณีที่การนำตัวนายตำรวจระดับรองผู้บังคับการ พร้อมรถยนต์โตโยต้า แคมรี่ สีบรอนซ์ ฌข 5323 กรุงเทพมหานคร   มาสอบสวน เพราะมีส่วนเกี่ยวข้องกับการพา น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร หลบหนีนั้น
พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม กล่าวว่า พล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิพราหมณ กุล รอง ผบ.ตร. รายงานว่า จากการสอบสวน รองผู้การฯ รับสารภาพว่า ได้รับ คุณยิ่งลักษณ์ พร้อมด้วยเลขาฯอีก คนหนึ่ง ไปส่งต่อให้รถที่มารับช่วงต่อ แต่เรายังหารถคันนั้นไม่เจอ
ทั้งนี้. รองผู้การ บอกว่า ได้รับคำสั่งมาอีกที และเขาเปิดเผยชื่อคนสั่งมาแล้ว เป็นคนอยู่ในประเทศ แต่ผมยังไม่ขอเปิดเผยว่าใคร
ส่วนจะเกี่ยวข้องกับอดีต ผบ.ชน.ท่านหนึ่งหรือไม่นั้น พลเอกประวิตร กล่าวว่า ยังไม่ขอตอบ
แต่ เบื้องต้น ให้รองผู้การ หยุดปฏิบัติหน้าที่ ย้ายประจำฯ และตั้งคณะกรรมสอบสวน เพื่อตั้งข้อหาการดัดแปลงรถยนต์ และข้อหาพา น.ส.ยิ่งลักษณ์ หลบหนี
เมื่อถามว่า แสดงว่า ยังมีตำรวจมะเขือเทศอยู่ พล.อ.ประวิตร หัวเราะ ก่อนจะตอบกลับมาว่า นักข่าวมะเขือเทศก็มี

ล็อกตัว “พ.ต.อ.” คนขับเก๋งพา “ยิ่งลักษณ์” หนี คุมตัวสอบเครียด ยึดรถจากนครปฐมเก็บดีเอ็นเอ

วันที่ 21 ก.ย. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พล.ต.อ.ศรีวราห์ ได้นำตัว นายตำรวจยศ พ.ต.อ. ตำแหน่ง รอง ผบก. พร้อมรถเก๋งโตโยต้าคัมรี่ สีบรอนซ์-เทา หมายเลขทะเบียน ฌข 5323 กรุงเทพมหานคร ซึ่งขับพา น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีหลบหนี โดยสามารถตรวจยึดได้จากพื้นที่ จ.นครปฐม มาสอบปากคำที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ หลังพบว่ารถเก๋งคันดังกล่าวเป็นคันเดียวกับที่ขับมารับ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ที่บ้านพัก ก่อนขับมุ่งหน้าที่ทางมีนบุรี ซึ่งรถเก๋งคันดังกล่าว ได้จอดไว้ในที่แห่งหนึ่งของ จ.นครปฐม เจ้าหน้าที่จึงได้นำไปตรวจยึดมา พร้อมประสานเจ้าหน้าที่กองพิสูจน์หลักฐานเข้าตวรจเก็บดีเอ็นเอและลายนิ้วมือแฝง นอกจากนี้ยังได้สั่งการให้ทีมพนักงานสอบสวน เดินทางมาสอบปากคำ พ.ต.อ. นายดังกล่าว 

อาจารย์มหิดลใช้ข้อมูลเทฺ็จ ด่า ทักกี้ จนโดนฟ้อง!(ฟังคลิป)

จากกรณีที่ศาลอาญา นัดไกล่เกลี่ยคดีที่ ดร.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ฟ้อง ผศ.ดร.วรพรรณ เรืองผกา อาจารย์มหาวิทยาลัยมหิดล ในข้อหาหมิ่นประมาท จากการขึ้นเวทีปราศรัยบนเวที กปปส. เมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน 2556 บริเวณอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย โดยการปราศรัยมีเนื้อหาพาดพิงอดีตนายกฯทักษิณในทางที่เสียหาย
ซึ่งต่อมาจำเลยยอมรับว่า มีคำพูดที่คลาดเคลื่อนต่อความเป็นจริง ทำให้เกิดความเข้าใจผิดต่ออดีตนายกฯทักษิณ ดังนั้น ในวันนี้จึงขอแสดงความเสียใจต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นและขอบคุณอดีตนายกฯทักษิณที่ให้อภัย โดยมีรายละเอียดดังนี้.....
โดยนางวรพรรณ กล่าวถ้อยคำขออภัยโจทก์ว่า “ข้าพเจ้าผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.วรพรรณ เรืองผกา ขอชี้แจงว่ากรณีข้าพเจ้าได้ปราศรัยเมื่อวันที่ 17 พ.ย.2556 ณ บริเวณอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ถ.ราชดำเนินกลาง โดยกล่าวพาดพิงถึง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และภายหลังจากนั้น พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ได้มายื่นฟ้องข้าพเจ้าเป็นคดีหมายเลขดำที่ อ.388/2557 ศาลอาญา ข้าพเจ้าไม่ได้ตั้งใจที่จะทำให้ได้รับความเสียหาย แต่อาจมีคำพูดที่คลาดเคลื่อนต่อความเป็นจริงไปบ้าง 

ข้าพเจ้าขอแสดงความเสียใจในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น 

จึงขออภัยและขอบคุณ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร มา ณ โอกาสนี้”

คุกขนาดใหญ่ที่เรียกว่า "กะลานีเซีย" กับ การต่อสู้เพื่ออิสรภาพ


วันนี้ พวกเราทุกคน ล้วนถูกจองจำอยู่ในเรือนจำขนาดใหญ่(ประเทศนี้) ที่มี คณะ คสช. เป็นผอ.เรือนจำ และยังคง มีเสรีภาพ แลกกับแรงงานทาส ที่ต้อง ส่งส่วย(ภาษี) เท่าที่ คสช.จะอนุญาติให้มีได้ เท่านั้น
เสรีภาพบางอย่างทำได้ และหลายอย่างทำไม่ได้ในเรือนจำนี้....

ทำไมถึงต้องเลื่อนการเลือกตั้งไปเรื่อยๆ by พิชิต ลิขิตสมบูรณ์


รองศาสตราจารย์ ดร.พิชิต ลิขิตสมบูรณ์ ชี้ ว่า 
" เชื่อว่า จะไม่มีเลือกตั้งไปอีกนานมากกกกกก....."

ขอบคุณที่ประเทศนี้ มีคนอย่างพวกคุณ: ตอน สมยศ พฤกษาเกษมสุข

เมษายน 2561 วีรบุรุษประชาธิปไตย "สมยศ พฤกษาเกษมสุข" จะพ้นโทษ

กลุ่มเพื่อนสมยศ จัดกิจกรรมโบกมือ ทักทาย ส่งรอยยิ้ม ให้กำลังใจ เนื่องในวันเกิดปีที่ 56 ของ 'สมยศ พฤกษาเกษมสุข' หน้าห้องเยี่ยมเรือนจำพิเศษกรุงเทพ และให้กำลังใจ 'ประเวศ ประภานุกูล' ทนายสิทธิมนุษยชน จำเลยในคดี ม.112

ที่ดินทรัพย์สินส่วนสาธารณประโยชน์ และที่ดินกว่า 2600 ไร่ ขุมทรัพย์หลายแสนล้าน กลางกรุง!

ปัจจุบันสำนักงานทรัพย์สิน ฯ มีที่ดินในเขตกรุงเทพมหานครจำนวนไม่ต่ำกว่า 1,060,000 ตารางวา หรือ 2,650 ไร่ โดยที่ดินผืนใหญ่ที่สุด 300 ไร่อยู...

ป้ายกำกับ

กลับไปหน้าแรก